ที่มาประเพณีทอดผ้าป่า ทอดกฐิน

ขนาดตัวอักษร

-A A +A
รูปภาพของ santhiphong

ที่มาของการทอดผ้าป่า หรือผ้าบังสุกุลจีวร  มีที่มาจากในสมัยพุทธกาลนั้นพระสงฆ์จะไม่ได้รับอนุญาตให้รับจีวรที่ชาวบ้านถวายโดยเฉพาะ พระสงฆ์จะได้ใช้จีวรเฉพาะที่นุ่งห่มเท่านั้น ชาวบ้านเห็นความลำบากของพระสงฆ์จึงนำผ้าไปทิ้งไว้ตามที่ต่างๆที่พระสงฆ์จะเดินผ่านเช่นป่าช้า จึงถูกเรียกว่าผ้าป่ามาจนถึงปัจจุบัน  พิธีทอดผ้าป่า มีข้อสำคัญอยู่ว่าให้อุทิศเป็นผ้าป่าจริง ๆ อย่าเจาะจงถวายแก่ผู้ใดโดยเฉพาะ ถ้าทอดลับหลังพระภิกษุสงฆ์ผู้รับ เพียงแต่ตั้งใจขณะทอดว่าขออุทิศผ้า และเครื่องบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุผู้ต้องการผ้าบังสุกุลมาถึงเฉพาะหน้าเท่านี้ก็ถือว่าได้ทอด และถวายผ้าป่า การทอดผ้าป่านั้นสามารถที่จะทำได้ตลอดไม่มีกำหนดระยะเวลา
ประเภทของผ้าป่า
           ความจริงแล้ว การทอดผ้าป่ามีอยู่อย่างเดียว คือการนำผ้าไปทิ้งไว้ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในปัจจุบันนิยมทำในรูปแบบต่างๆ แตกต่างกันไป จึงมีชื่อเรียกเป็น 3 อย่าง คือ
           1. ผ้าป่าหางกฐิน ได้แก่ผ้าป่าที่เจ้าภาพจัดให้มีขึ้น ต่อจากการทอดกฐิน คือเมื่อ ทำพิธีทอดกฐินเสร็จแล้ว ก็ให้มีการทอดกฐินด้วยเลย จึงเรียกว่าผ้าป่าหางกฐิน หรือ ผ้าป่าแถมกฐิน
           2. ผ้าป่าโยง ได้แก่ ผ้าป่าที่จัดทำรวมๆ กันหลายกอง นำบรรทุกเรือแห่ไปทอด ตามวัดต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำ จึงเรียกว่าผ้าป่าโยง จะมีเจ้าภาพเดียวหรือหลายเจ้าภาพก็ได้
           3. ผ้าป่าสามัคคี ได้แก่ ผ้าป่าที่มีการแจกฎีกาบอกบุญไปตาม สถานที่ต่างๆ ให้ร่วมกัน ทำบุญแล้วแต่ศรัทธา โดยจัดเป็นกองผ้าป่ามารวมกัน จะเป็นกี่กองก็ได้ เมื่อถึงวันทอด จะมีขบวนแห่ผ้าป่ามารวมกันที่วัดอย่างสนุกสนาน บางที่จุดประสงค์ ก็เพื่อร่วมกันหาเงิน สร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ และอื่นๆ

พิธีทอดผ้าป่า
           ให้ผู้เป็นเจ้าภาพไปแจ้งความประสงค์แก่เจ้าอาวาส ที่ต้องการจะนำผ้าป่ามาทอด เรียกว่า เป็นการจองผ้าป่า เมื่อกำหนดเวลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการตั้งองค์ผ้าป่า ซึ่งสิ่งสำคัญ ที่จะต้องมีก็คือ 1. ผ้า  2. กิ่งไม้สำหรับพาดผ้า   3. ให้อุทิศถวาย ไม่เจาะจง พระรูปใด รูปหนึ่ง

การทอดผ้าป่าในปัจจุบัน
 ปัจจุบัน การทอดผ้าป่านับว่าเป็นงานใหญ่ ต้องมีการจองผ้าป่า เพื่อแจ้งให้ทางวัด ทราบหมายกำหนดการ จะได้จัดเตรียมการต้อนรับ เมื่อถึงกำหนด ก็จะมีการแห่องค์ผ้าป่ามาด้วยขบวนกลองยาวหรือ แตรวง เป็นที่ครึกครื้น สนุกสนาน ยิ่งถ้าเป็นผ้าป่าสามัคคีต่างเจ้าภาพ ต่างแห่มาพบกันที่วัด จนกลายเป็นมหกรรมย่อยๆ มีการละเล่นพื้นบ้าน หรือร่วมร้องรำทำเพลงร่วมรำวง กันเป็นที่สนุกสนาน บางทีก่อวันทอดก็จะให้มีมหรสพฉลองที่บ้านของเจ้าภาพ

 

อานิสงส์ของการทอดผ้าป่า
1. เป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์ให้สะดวกด้วยปัจจัยสี่ หรือสิ่งที่จำเป็นในการครองสมณเพศ มีจีวร หรือผ้านุ่งห่ม เป็นต้น
2. เป็นการช่วยเหลือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อพระสงฆ์ได้รับความสะดวกตามสมควรก็จะได้เป็นกำลังสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา
3. ได้ชื่อว่าเป็นการถวายทานแด่ท่านผู้ทรงศีล ซึ่งนับเป็นการบูชาท่านผู้ทรงศีล-บูชาท่านผู้ควรบูชา และเป็นทานที่มีคุณค่าสูง
4. เป็นการอบรมจิตใจของผู้บริจาคให้มีการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือ พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นหลักทางจิตใจของประชาชนในชาติสืบไป
5. เป็นการส่งเสริมความมีสามัคคีธรรมของหมู่คณะ
6. เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนมีความมั่นคง เป็นปึกแผ่นสืบไป
การทอดกฐิน
 ที่มาของการทอดกฐิน การทอดกฐินเป็นประเพณีที่สำคัญของพระพุทธศาสนิกชนตั้งแต่สมัยพุทธกาล เกิดจากเวลานั้นพระสงฆ์ทั้งหลายมีผ้าจำกัดเพียง 3 ผืนท่านั้น เมื่อนางวิสาขาที่กำลังเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่พอดี เห็นพระมีผ้าสบงจีวรเปียกโชกด้วยน้ำฝนและน้ำค้าง จึงได้กราบทูลขอพรแด่พระพุทธเจ้าว่า “หลังจากออกพรรษาแล้ว ขอบรรดาประชาชนทั้งหลายมีโอกาสถวายผ้าไตรจีวรแก่คณะสงฆ์ด้วยเถิด” พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุมัติ การทอดกฐินนั้น จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือ
1.  ต้องถวายภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันออกพรรษา(ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12)
2. ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอื่นไม่ได้
3. แต่ละวัดรับกฐินได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น
4. พระภิกษุรับกฐินได้จะต้องจำพรรษาที่วัดนั้นครบไตรมาส (3 เดือน) และจะต้องมีจำนวนตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไป
5. เมื่อพระภิกษุรับผ้ากฐินแล้ว จะต้องกรานกฐินให้เสร็จภายในวันนั้น
6. ไทยธรรมที่ถวายต้องเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งในไตรจีวรเท่านั้น แต่ทานอย่างอื่นยกทูลขอให้อนุญาต เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขออนุญาต ถวายผ้าอาบน้ำฝน
 อานิสงส์จากการทอดกฐิน
1. หากได้ถวายทาน ภายในกาลเวลาที่กำหนด เรียกว่า “กาลทาน” คือในปีหนึ่งถวายได้เพียงในระยะเวลา ๑ เดือน
เท่านั้น ในข้อถวายทานตามกาลนี้ มีพุทธสุภาษิตว่า ผู้ให้ทานตามกาล ความต้องการที่เกิดขึ้นตามกาลของผู้นั้นย่อมสำเร็จได้
2. ได้สงเคราะห์พระสงฆ์ ผู้จำพรรษาให้ได้ผลัดเปลี่ยนผ้านุ่งห่มใหม่ แม้ผ้ากฐินนั้นจะตกแก่ภิกษุรูปใด รูปหนึ่ง
ก็ชื่อว่าได้ถวายพระสงฆ์เป็นส่วนรวม มีพุทธสุภาษิตว่า ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้ผิวพรรณ

3. ชื่อว่าได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ส่งเสริมผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบให้เป็นหลัก เป็นตัวอย่างแห่งคุณงามความดี
ของประชาชนสืบไป
4. จิตใจของผู้ทอดกฐินทั้ง ๓ กาล คือ ก่อนทอด กำลังทอด และทอดแล้วที่เลื่อมใสศรัทธา และปรารถนาดีนั้นจัดเป็น
กุศลจิต คนที่มีจิตเป็นกุศลย่อมได้รับความสุขความเจริญ
5. การทอดกฐิน ทำให้เกิดความสามัคคีธรรม คือ การร่วมมือกันทำคุณงามความดี และถ้าการถวายกฐินนั้น มีส่วนได้
บูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอาราม   เป็นการร่วมสามัคคี เพื่อรักษาศาสนาวัตถุ ให้ยั่งยืนสถาพรสืบไป

การทอดกฐินและการทอดผ้าป่าต่างกันอย่างไร?
กฐิน ๆ เป็น กาลทาน มีเวลาจำกัดในการทำ บุคคล สถานที่ (ทำได้เวลา 1 เดือน หลังจากออกพรรษาแล้ว ถึง สิ้นสุดวันลอยกระทง-บุคคลรับต้องเป็นพระ-มีกาลพรรษาครบสามเดือน-ทอดถวายสถานที่วัดใด วัดหนึ่ง-ครั้งเดียวต่อปี-และต้องมีพระจำพรรษาอย่างน้อย 5 รูป ) อานิสงส์จะมีมากกว่าผ้าป่า
ผ้าป่า ทำได้ตลอดปี ไม่จำกัดเวลา บุคคล ประเภท เช่น ทอดผ้าป่าเสื้อผ้ามือสอง สำหรับน้องในชนบท เป็นต้น ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างน้อย ควรมีพระหนึ่งรูปมาทำพิธี โดยมาชักผ้าบังสุกุลนั้น (ผ้าที่แขวนกิ่งไม้ เปื้อนฝุ่น ซากศพ ไม่มีเจ้าของ เป็นต้น) โดยรวมอานิสงส์ทุกอย่าง มีใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นใหญ่ ในการทำทุกอย่าง และควรทำใจเบิกบาน ก่อน-ขณะ-หลังทำ